หนัง รีวิวหนังเรื่อง 127 Hours หนังแนวเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์จริง

ดูหนังฟรี

ภาพยนตร์เรื่อง 127 ชั่วโมงเป็นภาพยนตร์แนวชีวประวัติ หนัง การเอาชีวิตและการผจญภัย โดยได้นักแสดงนำหนุ่มชื่อดังอย่างเจมส์ ฟรังโก้ (James Franco) มาร่วมแสดงด้วย หนังเรื่องนี้ได้เข้าฉายไปเมื่อปี 2010 และได้แดนนี่ บอยล์ (Danny Boyle) มาเป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้ หนังเรื่องงนี้มีเค้าโครงเรื่องมาจากนวนิยายเรื่อง Between a Rock and a Hard Place ที่มีการอ้างอิงมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นของอารอน รัลส์ตัน (Aron Ralston) ที่เป็นนักปีนเขาที่ชื่นชอบในการผจญภัย เขาได้พลัดตกลงไปในร่องเขาแห่งหนึ่งและติดอยู่นานกว่า 127 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์มากถึง 6 สาขารวมไปถึงสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมด้วย แต่น่าเสียดายมาก ๆ ที่ไม่ได้รางวัลใด ๆ เลย แต่ความสนุกของหนังเรื่องนี้บอกได้เลยว่าสนุกและทึ่งมากกับการเอาชีวิตรอดของพระเอกเอง

ผลตอบรับจากหนังเรื่องนี้เป็นไปในทางบวกค่อนข้างเยอะ ในเว็บไซต์รีวิวหนังชื่อดังอย่าง Rotten Tomatoes ได้รับคะแนนไปมากถึง 93 ส่วนการรีวิวและวิจารณ์หนังที่มีทั้งหมด 232 รายการ คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 8.28 จากคะแนนเต็มสิบ ส่วนใหญ่มักจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกมวนท้องตลอดเวลาแต่มันกลับสร้างบันดาลใจได้อย่างดีเยี่ยม แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากการกำกับภาพของแดนนี่ บอยล์กับฉากที่สวยงามพร้อมกับบรรยากาศที่ทำใหคนดูรู้สึกอินกับแสดงไปด้วยและที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือการแสดงของเจมส์ ฟรังโก้ ที่ทุ่มเทฝีมือการแสดงได้อย่างสมจริงมาก จากการวิจารณ์ภาพยนตร์ของ Metacritic ได้เฉลี่ยคะแนนของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 82 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 คะแนน 

เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์หนังชื่อดัง Richard Roeper จากสำนักพิมพ์ The Chicago Sun-Times ได้ให้คะแนนภาพยนตร์เรื่องนี้ถึง 4 ดาวและได้กล่าวว่านักแสดงนำอย่างเจมส์ ฟรังโก้สมควรได้รับการเสนอรายชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์เพราะฝีมือการแสดงอันไร้ที่ติของเขา นอกจากนี้เขายังกล่าวถึงภาพยนตร์เรื่อง 127 ชั่วโมงต่ออีกว่าเป็นหนึ่งในหนังที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษนี้และเรื่อง 127 ชั่วโมงเปรียบเสมือนการออกกำลังกายเพื่อเอาชนะความไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้นักวิจารณ์หนังจากสำนักพิมพ์ Huffington ยังกล่าวถึงความรู้สึกที่ได้ได้หูหนังนี้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่ชวนให้หลงใหลและน่าชื่นชมเป็นที่สุด

ดูหนังฟรี

เรื่องราวของภาพยนตร์เรื่อง 127 Hours

เนื้อหาต่อไปนี้มีการสปอยล์เนื้อหาสำคัญ เพราะว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงจึงทำให้บางคนเคยอ่านบทความเกี่ยวเรื่องนี้มาแล้ว ถ้ายังไม่เคยดูก็แนะนำให้เลื่อนผ่านหัวข้อนี้ไปก่อนเพื่อป้องกันการโดนสปอยล์ก็ได้ เรื่องราวในภาพยนตร์เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ปี 2003 นักปีนเขาที่ชื่นชอบในการผจญภัย หนังใหม่ นามว่าอารอน รัลส์ตัน ได้เดินทางไปปีนเขาที่อุทยานแห่งชาติแคนยอนแลนด์ ในรัฐยูทาห์ ระหว่างทางอารอนได้พบกับนักปีนเขาสาวสองคน คริสตี้และเมแกน ทั้งสามคนได้ร่วมเดินทางกันอย่างสนุกสนานโดยการเล่นน้ำในแม่น้ำที่อยู่ใต้ร่องเขา หลังจากนั้นอารอนก็ได้แยกย้ายไปตามเส้นทางของนักปีนเขา ระหว่างทางนั้นอารอนได้เดินทางผ่านหุบเขาลึกที่มีชื่อเรียกว่าหุบเขาบลูจอห์น โชคไม่ดีที่เขาลื่นล้มตกไปในผาลึกพร้อมกับหินก้อนยักษ์ที่ตกลงมาทับแขนเขาในซอกหุบเขา แน่นอนว่าอารอนตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน

อารอนได้เริ่มบันทึกวิดีโอของตัวเองไว้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในขณะที่เขากำลังทำทุกวิถีทางที่จะเอาแขนที่ติดอยู่กับซอกหินออกมาให้ได้ ในช่วงเวลากลางคืนอารอนก็พยายามทำให้ร่างกายตัวเองอบอุ่น เจาเริ่มแบ่งน้ำและอาหารไว้เพื่อเอาตัวรอดในวันต่อไป อารอนพยายามใช้เชือกผูกหินและพยายามดันขึ้นไป แต่ก็ไร้ประโยชน์ ก้อนหินไร้ซึ่งการขยับใด ๆ 

5 วันต่อมาอารอนเริ่มอ่อนแรงลง จากน้ำและอาหารที่กำลังจะหมดในไม่ช้านี้ อารอนพยายามใช้มีดพกที่เขาพกติดตัวไว้และทุบไปที่ก้อนหินเพื่อหวังจะให้ก้อนหินแตก แต่ก็ไม่ได้ผลและทำให้มีดของเขาเกือบพัง เมื่อน้ำและอาหารหมดลง อารอนได้มีความคิดที่จะตัดแขนส่วนที่ติดกับหินออก แน่นอนว่าใบมีดสามารถตัดให้ส่วนเนื้อขาดได้ แต่ไม่สามารถตัดกระดูกได้ อารอนยังประทังชีวิตด้วยการดื่มปัสสาวะและดื่มเลือดของตัวเองอีกด้วย ท่ามกลางความสิ้นหวังทำให้เขาเกิดภาพหลอนเห็นถึงครอบครัว อดีตคนรักและนักปีนเขาสาวสองคนที่เขาพอเจอก่อนหน้านี้ ในขณะนั้นอารอนก็ได้ตระหนักถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่าเขาไม่ได้บอกใครว่ากำลังไปที่ไหนและเริ่มสิ้นหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในวันที่ 6 อารอนเริ่มมีแรงมากขึ้นจากภาพหลอนที่เขาเห็นลูกชายในอนาคตของเขาเอง เขาได้นำสายรัดและท่อที่เขามี จากนั้นก็ใช้ความรู้เกี่ยวกับแรงบิดเพื่อหักกระดูกแขนออก จากนั้นอารอนก็ถ่ายรูปก้อนหินไว้และใช้เชือกโรยตัวปีนขึ้นจากหุบเขาลึก 65 ฟุตโดยใช้แขนเพียงข้างเดียวที่เหลืออยู่ เมื่อขึ้นมาได้เขาก็ดื่มน้ำฝนอย่างกระหายจากแม่น้ำในบ่อ จากนั้นเขาก็เจอเฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน อารอนไม่รอช้าและวิ่งเข้าไปขอความช่วยเหลือเพื่อนำส่งโรงพยาบาลต่อไป

ความแตกต่างระหว่างหนังกับชีวิตจริง

ในช่วงแรกของภาพยนตร์ในฉากที่อารอนได้พบกันนักปีนเขาสองสาวและพากันไปกระโดดน้ำที่อยู่ใต้หุบเขา แต่ในชีวิตจริงนั้นอารอนเพียงแค่สอนวิธีการปืนเขาขั้นพื้นฐานให้เท่านั้น เป็นเพียงสิ่งเดียวในหนังที่อารอน (ตัวจริง) รู้สึกไม่สบายใจ แต่เขาก็กล่าวต่อไปว่าส่วนที่เหลือของภาพยนตร์นั้นถูกต้องและใกล้เคียงกับความเป็นจริงทั้งหมด

อีกหนึ่งความแตกต่างระหว่างหนังและชีวิตจริงคือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่นจักรยานของอารอนได้ผูกล่ามโซ่ไว้กับตัวเอง ไม่ใช่ถูกล่ามไว้ที่ต้นไม้ตามที่ปรากฏให้เห็นในตอนแรกของภาพยนตร์ อารอนตัดสินใจว่าจะต้องไปพบแพทย์ ดูหนังฟรี ให้เร็วที่สุดเพื่อเข้ารับการรักษา เขาได้ถ่ายรูปบ่อน้ำสีน้ำตาลที่เขาดื่มจริง ๆไว้ด้วย อารอนทิ้งสิ่งของไว้หลายอย่างที่เขาเก็บมาได้จากการติดเขาครั้งนั้น เขาหลงทางไปยังหุบเขาข้าง ๆ และเขาได้เจอกับครอบครัวชาวเนเธอแลนด์ (ไม่ใช่ครอบครัวอเมริกันที่กล่าวในหนัง) แน่นอนว่าครอบครัวของเขารู้ว่าเขาอาจจะหลงทางในพื้นที่นั้น ๆ จึงได้ส่งเจ้าหน้าที่มาค้นหาตัวเขานั่นเองและอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความจริงคือหลังจากที่เขาขึ้นมาจากซอกเขานั้นได้ เขาเดินเป็นระยะทาง 7 ไมล์ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะมาถึง

ความรู้สึกหลังจากที่ได้ดูเรื่องนี้

สารภาพว่าตอนแรกคิดว่าเป็นหนังแนวผจญภัยธรรมดาและไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องจริงมาก่อน ในช่วงที่ได้ดูช่วงแรก ๆ คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ๆ แต่พอตัวเอกติดอยู่ในซอกเขา บรรยากาศของหนังก็เปลี่ยนจากความสดใส ๆ กลายเป็นความเครียดและกดดันมากขึ้น เมื่อดูไปเรื่อย ๆ ก็แทบจะสิ้นหวังและมองไม่เห็นทางออกของตัวเอกคนนี้เลย คิดว่าเขาจะเอาชีวิตรอดได้ยังไง แขนก็ติด หินก็ก้อนใหญ่ ไม่มีทางแน่นอน สิ่งที่เราคิดคือเขาจะต้องรอจนกว่าจะมีคนผ่านมาเท่านั้น แต่ความสิ้นหวังก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นก็ตอนที่ร่างกายเริ่มอ่อนแรงจนไม่มีแรงตะโกน อีกหนึ่งฉากที่คนดูน่าจะต้องเบือนหน้าหนีคือฉากตัดแขนที่เรียกว่าสมจริงเกินเหตุ ทนดูไม่ได้จริง ๆ กับความเจ็บปวดของตัวเอก หลังจากนั้นก็ต้องมาลุ้นอีกว่าเขาจะรอดหรือไม่ เมื่อดูจบแล้วก็ต้องนับถืออารอนตัวจริงมาก ๆ ในเรื่องของแรงใจ ความกล้าหาญในการเอาชีวิตรอด ลองคิดเล่น ๆ ดูว่าหากเราติดอยู่ในซอกเขาเช่นเดียวกับเขา ตัวเรานั้นจะทำอย่างไร จะมีความกล้าพอที่จะตัดแขนและหักกระดูกแบบเขาหรือไม่

จบไปแล้วกับการรีวิวหนังเรื่อง 127 ชั่วโมง สามารถติดตามการรีวิวหนังสนุก ๆ และรับชมหนังแนวชีวประวัติ การผจญภัยและการเอาตัวรอดได้ที่ moviethai แน่นอนว่ามีหนังสนุก ๆ ให้รับชมมากมายนับไม่ถ้วนเลย